ดูว่าคนส่วนใหญ่ในตลาดคิดอย่างไร
ราคาที่ซื้อขายกันบอกว่าตลาดยอมจ่ายเท่าไร ลองนำราคานั้นมาเทียบกับกำไรของธุรกิจ โดยใช้ธุรกิจ A (ธุรกิจสมมติ) เป็นตัวอย่าง
P/E · ตลาดยอมจ่ายกี่เท่าของกำไร?
ในรอบปีตัวอย่าง ธุรกิจ A มีกำไรสุทธิ 60,000 บาท แบ่งความเป็นเจ้าของเป็น 100 หุ้น เราจึงเริ่มจากหากำไรที่เฉลี่ยต่อหุ้นก่อน
- กำไรสุทธิต่อปี
- 60,000 บาท
- แบ่งความเป็นเจ้าของ
- 100 หุ้น
- กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
- 600 บาท/ปี
60,000 ÷ 100
ถ้าหุ้นของธุรกิจ A ซื้อขายกันที่ 10,000 บาทต่อหุ้น เท่ากับว่าตลาดยอมจ่ายกี่เท่าของกำไร 600 บาทนั้น? นี่คือสิ่งที่ P/E (Price-to-Earnings Ratio) ช่วยบอกเรา
10,000 ÷ 600 ≈ 16.7 เท่า
ราคาหุ้นจึงคิดเป็นประมาณ 16.7 เท่าของกำไรต่อหุ้นในหนึ่งปีของช่วงนั้น จะสังเกตว่าเราใช้กำไรสุทธิต่อหุ้นในการคำนวณ ไม่ใช่เงินที่จ่ายออกมาให้เจ้าของ หรือเงินปันผล
ถ้าราคาหุ้นของธุรกิจ A เปลี่ยนไปล่ะ?
ธุรกิจ A ยังมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 600 บาทในรอบปีตัวอย่าง เท่าเดิม ลองเปลี่ยนเฉพาะราคาที่ตลาดซื้อขาย แล้วดูว่า P/E เปลี่ยนไปอย่างไร
- ราคาลดลง → P/E ต่ำลง
- ราคาสูงขึ้น → P/E สูงขึ้น
P/E จึงเปลี่ยนได้จากราคาหุ้น แม้ธุรกิจ A ยังทำกำไรได้เท่าเดิม การอ่านตัวเลขจึงต้องดูด้วยว่าราคาเปลี่ยน หรือกำไรเปลี่ยน
แล้ว P/E ควรเป็นเท่าไหร่?
ไม่มี P/E ตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำธุรกิจ ทั้งความสม่ำเสมอของกำไร โอกาสเติบโต และความเสี่ยง รวมถึงหมวดธุรกิจที่บริษัทนั้นอยู่
ธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน อาจมีจังหวะการทำเงินและความเสี่ยงคล้ายกัน เราจึงเริ่มเปรียบเทียบกับ P/E ของหมวดธุรกิจเดียวกันได้ แต่ยังต้องดูรายละเอียดของแต่ละบริษัทด้วย
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ A กับธุรกิจ B อาจขายสินค้าประเภทเดียวกัน แต่ถ้า A ทำกำไรสม่ำเสมอกว่า หรือมีโอกาสเติบโตต่างจาก B ตลาดก็อาจยอมจ่าย P/E ให้ต่างกันได้ แม้จะอยู่หมวดเดียวกัน
ด้านล่างเป็นตัวอย่าง P/E แบ่งตามหมวดหมู่ธุรกิจใน SET ณ วันที่
ดู P/E ทั้ง 28 หมวดธุรกิจของ SET
P/E สูงหรือต่ำ บอกความคาดหวังอะไร?
เมื่อเทียบธุรกิจที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน P/E ช่วยให้เราเห็นว่าตลาดยอมจ่ายให้กำไรในวันนี้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังต่อกำไรในอนาคต
P/E สูง · อาจคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตมาก
ถ้าผู้ซื้อเชื่อว่าธุรกิจ A จะทำกำไรต่อหุ้นได้มากกว่า 600 บาทในอนาคต ก็อาจยอมจ่ายราคาสูงเมื่อเทียบกับกำไรในวันนี้ ทำให้ P/E สูงขึ้น
P/E ต่ำ · อาจคาดหวังการเติบโตน้อย
ถ้าผู้ซื้อไม่ได้คาดหวังว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นมาก หรือกังวลว่ากำไรอาจลดลง ก็อาจยอมจ่ายราคาต่ำเมื่อเทียบกับกำไรในวันนี้ ทำให้ P/E ต่ำลง
อย่างไรก็ตาม P/E ไม่ได้บอกความคาดหวังเพียงอย่างเดียว กำไรที่ลดลงชั่วคราวอาจทำให้ P/E สูง หรือกำไรพิเศษที่เกิดครั้งเดียวอาจทำให้ P/E ต่ำได้ จึงต้องดูด้วยว่ากำไรที่ใช้คำนวณมาจากอะไร
ตัวอย่าง: กำไรปีล่าสุดเปลี่ยนไป แต่ตลาดมองว่าเป็นเพียงชั่วคราว
ลองดูสองสถานการณ์สมมติของธุรกิจ A: ปีล่าสุดกำไรลดลงมาก หรือเพิ่มขึ้นมาก แต่ตลาดคาดว่ากำไรจะกลับสู่ระดับปกติในปีถัดไป แล้วค่อยเติบโตต่อ
กำไรลดลงชั่วคราว (PE สูง)
ปีที่ 5 กำไรลดจาก 60,000 เหลือ 20,000 บาท แต่ตลาดคาดว่าจะฟื้นกลับมา
กำไรเพิ่มขึ้นชั่วคราว (PE ต่ำ)
ปีที่ 5 กำไรเพิ่มจาก 60,000 เป็น 120,000 บาท แต่ตลาดคาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติ
เมื่อกำไรลดลงชั่วคราว ผู้ซื้ออาจยังยอมจ่ายราคาสูงเมื่อเทียบกับกำไรปีล่าสุด ทำให้เห็น P/E สูง ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวอาจทำให้เห็น P/E ต่ำ แม้ผู้ซื้อไม่ได้คาดว่ากำไรจะสูงเช่นนั้นต่อไป
ลองถามต่อใน 56Atlas
เมื่อเห็น P/E สูงหรือต่ำ ลองใช้ 56Atlas ค้นคว้าว่าเบื้องหลังตัวเลขนั้นเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ โดยเริ่มจากคำถามเหล่านี้
เมื่อบริษัทมี P/E สูง
ทำไมบริษัทนี้มี P/E สูง? มีโอกาสเติบโตหรือแผนขยายธุรกิจที่จะช่วยเพิ่มกำไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหรือไม่ หรือกำไรในปีล่าสุดลดลงเพียงชั่วคราว เพราะอะไร?
เมื่อบริษัทมี P/E ต่ำ
ทำไมบริษัทนี้มี P/E ต่ำ? บริษัทหยุดขยายธุรกิจหรือมีโอกาสเติบโตน้อยลงหรือไม่ หรือมีรายได้พิเศษที่ทำให้กำไรสูงขึ้นเฉพาะปีนี้?